ผลดีในการลงทุน

หลายๆคนส่วนมากได้ให้ความสนใจในการลงทุนในหุ้น แต่ไม่รู้ว่ามักเริ่มต้นโดยเงินเท่าไหร่ ลงทุนเพราะอะไร พิจารณาหุ้นอย่างไร กลัวการเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดขึ้นกลัวลงเงิน วันนี้คุณมักมาพูดถึง ผลประโยชน์ของเงินลงทุน การลงทุนนี้นั้นก็คือหุ้นนั่นเอง เรามาพิจารณากันเลยดีเสียกว่าโดยเป็นการสร้างโอกาสพร้อมกับทางเลือกในเงินลงทุน นอกจากการฝากเงิน การวางเดิมพันหุ้นเอง การซื้อพันธบัตรหรือว่าหุ้นกู้กระจายการเสี่ยงของการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภทด้วยเงินลงทุนจำนวนไม่มาก อาทิ อาจเป็นเจ้าของหุ้นมากยิ่งกว่า 10 ตัว (ที่กองทุนที่ถือครองโดย) ด้วยเงินปริมาณแค่เพียงไม่กี่บาทอาจเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่หลากหลายประเภทเลยอย่างไม่จำเป็นจะต้องติดต่อหลากหลายหน่วยงานโดยเพิ่มความยิ่งใหญ่ในต่อรองของเงินลงทุน กองทุนรวมนับเป็นนักธุรกิจหมู่สถาบัน ที่มีเงินลงทุนก้อนยิ่งใหญ่ ซึ่งทำให้มีอำนาจการต่อรองทั้งในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยกับมูลค่าตราสารได้มากกว่านักลงทุนรายย่อยบริหารเงินลงทุนอย่างผู้จัดการกองทุนที่มีความเป็นมือโปรมีสภาพคล่องสูง เหตุเพราะกองทุนโดยมากอาจจะกระทำรายการค้าหน่วยลงเงินได้ทุกวี่ทุกวันทำการ พร้อมกับอาจจะกระทำรายการได้ทั่วประเทศสำหรับมีกองทุนรวบรวมที่มีแนวนโยบายการลงทุนหลากหลายรายการ มอบเลือก ทำให้อาจกระจายเงินลงทุนได้อย่างแตกต่าง ลักษณะทั่วไปการยอมรับความเสี่ยงในแต่ละบุคคล (mix and match) อาทิ นักลงทุนคงจะลงทุนในกองทุนบัวแก้ว 20% กองทุนบเฟล็กซ์ 60% กองทุนบแอ็คทีฟ 20%ทำให้ประหยัดเวลาในการติดตามข้อมูลในตลาดและสภาวะเศรษฐกิจได้สิทธิประโยชน์ช่องทางภาษี อย่างเงินกำไรได้จากเงินลงทุนนั้นไม่ต้องนำไปประเมิณภาษี ยิ่งไปกว่านี้เงินทองที่ลงเงินในกองทุนรวบรวมเพราะด้วยการเลี้ยงชีพ (RMF) พร้อมทั้งกองทุนรวบรวมหุ้นระยะยาว (LTF) อาจจะนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั่วไปได้ครั้นได้ผู้ถือได้ว่าหน่วยกระทำตามเงื่อนไขการลงทุนสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. คือผู้กำกับควบคุมการดำเนินการพร้อมกับจัดการกองทุน

ประโยชน์ในการพิจารณาทางด้านเทคนิค

มาถึงตรง ณ.จุดนี้ผู้เขียนอยาก บอก มอบพบเห็นถึงคุณค่าของการพิจารณาช่องทางด้านเทคนิค(การใช้เส้นกราฟพร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือช่องทางข้อมูลต่างๆมาใช้ในการพิจารณาหุ้น) สำหรับหลากหลายต่อคนหลายคนมีความคิดเพียงแค่ว่า ปรารถนา เข้าใจไว้สำหรับทว่ามักเลยเข้าไปเดิมพันหุ้น มอบได้ผลกำไรมากเท่านั้นสำหรับ ตามที่เป็นจริง ต่อจากนั้นไม่ใช่แค่นั้น เพราะผลดีที่ถูกต้องนั้น จะคือดัง ข้างล่าง นี้ต่างหากล่ะครับ1. ได้ ความยืดหยุ่น ในการใช้สูง หมายความว่า สามารถที่จะใช้เลยพร้อมกับตลาดทางการเงินต่างๆ ไม่จำกัดเฉพาะตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น กล่าวคือ อาจจะใช้ได้พร้อมกับทั้งตลาดเงินระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยหรือทองคำ ฯลฯ เมื่อได้เทียบกับการพิจารณาทางด้านปัจจัยพื้นฐาน ที่ก็อาจจะค่อนข้างยากนักที่จะนำวิธีการศึกษาในตลาดหนึ่งไปใช้กับอีกตลาดหุ้นหนึ่งได้รูปแบบสำเร็จรูปลงตัว ยิ่งไปกว่านี้การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังอาจได้ปรับตัวเองให้ใช้ได้ในช่วงระยะระยะเวลาที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ในระยะสั่น หรือไม่ก็ระยะยาว ฯลฯ2. การย่นขอบเขตพร้อมด้วยระยะเวลาในการศึกษาลดลง เมื่อได้ข้อตกลงหรือไม่ค่าเสียโอกาสทางฝ่ายระยะเวลา เพราะว่าตามที่ กล่าว มาในตอนต้น จะพบเจอได้ว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น มุ่งเจาะเข้าไปที่ผลสุทธิในสาเหตุยิ่งกว่าที่จะลงไปเจาะลึกถึงตัวต้นเหตุเอง เมื่อได้เทียบกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องใช้ห้วงเวลาค่อนข้างมากๆ ในการล้วงลึกถึงสาเหตุพวกนั้น สำหรับก็อาจจะไม่ทันการในบางโอกาส เพราะว่าระยะเวลาไม่เคยหยุดคอยใคร3. การขยับตัวขึ้นของมูลค่าบางครั้ง ก่อกำเนิดขึ้นก่อนที่นักวิเคราะห์ช่องทางฝ่ายปัจจัยพื้นฐานจะค้นพบต้นเหตุที่แท้จริง ก็เพราะว่าตลาดหุ้นทุกวันนี้มีความมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น (international) แน่นอนมันย่อมมีต้นเหตุมากมายหลายชนิด ที่ส่งผลอะไรสำหรับการ เคลื่อน ในราคา แม้ว่านักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะเข้าไป ทราบ ถึงต้นเหตุที่แท้จริงของการขยับตัวในราคา แต่ว่าราคาคงจะถูกกระทบด้วยกรณีสั้นๆอื่นไม่ขาดสายไปอีกแล้วก็ได้  ซึ่ง เกี่ยวกับ นักค้าเงินทอง ไม่ก็นักค้าหุ้น บางครั้งไม่สามารถรอกระทั่งทราบต้นเหตุที่แท้จริงเลย เพราะอาจเป็นรองในเชิงขันแข่งพร้อมกับนักค้าเงินตรา หรือไม่นักค้าหุ้นรายอื่น4. การพิจารณาเทคนิค เป็นการร่นระยะเวลาในการวิเคราะห์ลง ทำให้เรานั้นอาจพิเคราะห์ตลาดหุ้นได้ส่วนมากกว่า ในขณะที่นักวิเคราะห์ทางปัจจัยด้านพื้นฐานอาจควรจะจำกัดตัวให้เป็น ผู้ช่ำชอง ช่องทางด้านกลุ่มกิจการใดธุรกิจการค้าหนึ่ง เหตุเพราะเงื่อนไขช่องทางด้านระยะเวลาที่มีจำกัด ในขณะที่ปริมาณในข้อมูลมีมากมาย ผลลัพท์ที่ตามมาก็คือ การวิเคราะห์เทคนิคสามรถทำให้เราดูการ ขยับเขยื้อน ของราคาในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆนานาได้ไวและปุ๊บปั๊บขึ้น พร้อมกับพบเห็นภาพโดยรวมอย่างกว้างๆได้ง่ายยิ่งกว่า5. ให้ โอกาส ในการเข้าออกตลาด(หุ้น) กล่าวคือ สัญญาณทางเทคนิคจะเป็นตัวเปรยว่าเหมาะสมแก่เวลารึยัง? ที่จะเข้าไปค้าขายหุ้นในตลาด รึยังไม่มี ความจำเป็น ที่จะต้องโดยในตลาดในปัจจุบันนี้